Theranos “ยูนิคอร์น” สู่การเป็นตำนานของคำว่า “Startup ลวงโลก”

Last updated: Jan 16, 2020  |  Blog

Theranos “ยูนิคอร์น” สู่การเป็นตำนานของคำว่า “Startup ลวงโลก”

พี่ๆเคยได้ยินชื่อของ อลิซาเบธ โฮล์มส์ (Elizabeth Holmes) รึเปล่าครับ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 19 ที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่มั่นใจภายใต้เสื้อคอเต่าสีดำ (คล้ายสตีฟ จ็อบส์) ในช่วงหนึ่งเธอได้พา ธุรกิจที่ชื่อว่า Theranos สู่การก้าวขึ้นเป็น “ยูนิคอร์น” และไม่นาน เธอก็กลายเป็นตำนานของคำว่า “Startup ลวงโลก” เกิดอะไรขึ้นกับเธอนั้น เดี๋ยวน้อง Inno จะเล่าให้ฟัง


ย้อนกลับไปราวปี 2003  อลิซาเบธ โฮล์มส์ เด็กสาววัย 19 จากมหาวิทยาลัย Stanford ในสาขาวิศวกรรมเคมี ที่ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาปฏิบัตินวัตกรรมวงการแพทย์ อลิซาเบธได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อ Theranos ขึ้น โดยได้พัฒนานวัตกรรมการตรวจเลือดจากปลายนิ้วชื่อ Edison ซึ่งใช้ตัวอย่างเลือด เพียง “1 - 2 หยด”ตัวอย่างเลือดจาก Edison สามารถนำไปวินิจฉัยโรคต่างๆตั้งแต่คอเลสเตอรอล ไปจนถึงมะเร็ง และอีกกว่า 200 รูปแบบได้อย่างแม่นยำ แต่ที่น่าสนใจคือ Theranos สามารถลดต้นทุนไปได้มากถึง 90% เมื่อเทียบกับการเจาะเลือดแบบปกติ และใช้เวลาเพียง 30 นาทีในการออกผลเลือด ซึ่งเร็วกว่าแบบปกติถึง 168 เท่า

 

ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี ที่อลิซาเบธ  ได้พยายามสร้างนวัตกรรมตามที่เธอ “ขาย” กับนักลงทุนจนทำให้เธอได้รับทุนเป็นจำนวนกว่า 1 พันล้านเหรียญ กระทั่งปี 2014 เมื่อนักลงทุนเริ่มอยากเห็นผลการทดสอบของ Edison เพราะทุกครั้งที่อลิซาเบธ ได้นำเสนอนวัตกรรมและผลการทดลองเธอจะใช้เหตุผลว่าเป็น “ความลับทางนวัตกรรม” ซึ่งจะไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าจะจดทรัพย์สินทางปัญญา (IP)  


เมื่ออลิซาเบธถูกกดดันจากสังคมและนักลงทุนถึงความแม่นยำของเทคโนโลยี Edison มากขึ้น อลิซาเบธก็ได้นำผลการตรวจเลือดจาก Edison มาแสดงต่อ The Wall Street Journal ซึ่งผลลัพธ์ที่เธอแสดงนั้นออกมา “ยอดเยี่ยม”  และเมื่อ Theranos ถูกตรวจสอบไปมาก็ค้นพบว่าผลตรวจเลือดที่นำมาแสดงให้ทุกคนเห็นนั้น จริงๆ แล้วมาจากการตรวจเลือดแบบดั้งเดิม (เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ) ถึง 98% ในขณะที่มีผลตรวจที่ส่งมาจากห้องปฏิบัติการที่ใช้เครื่องตรวจแบบจากปลายนิ้วอย่างเอดิสันเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เกิดข้อกังขาในวอลล์สตรีทขึ้นไปอีกว่าตกลงนวัตกรรม Edison ของ Theranos นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ทำไมเวลาผ่านมาเป็นสิบปีแล้วแต่เครื่องตรวจที่ว่ายังคงจับต้องไม่ได้เสียที


จนเมื่อ จอห์น คาร์เรย์รู (John Carreyrou) นักข่าวสืบสวนจาก The Wall Street Journal สงสัยถึงเทคโนโลยี Edison  จึงได้เริ่มขุดขุ้ยความลับของ Theranos บวกกับการบริหารงานภายในองค์กรของ อลิซาเบธ ที่ใช้การบริหารแบบรวมศูนย์ (อยู่ที่เธอคนเดียว) เธอได้ให้ ซันนี่ “Ramesh Sunny Balwani” ซึ่งเป็นแฟนของเธอเข้ามาทำงาน แม้ว่าเขาจะมีประสบการณ์มาบ้างแต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะคู่ควรเป็น No.2 ของบริษัท ความรู้เขาอาจจะน้อยกว่าเด็กม.ปลาย สายวิทย์คณิตด้วยซ้ำ ทำให้เกิดปัญหาภายในองค์กรขึ้น พนักงานหลายๆ คนไม่พอใจและยังมองว่า การบริหารงานของ อลิซาเบธนั้นเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พิษร้าย 


ต่อมาไม่นาน Theranos ถูกเข้าตรวจสอบคุณภาพห้องปฎิบัติการในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยผลการตรวจสอบพบว่า เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบผลเลือดนต่างๆนั้นยังเป็นเครื่องมือแบบเก่า มีการใช้สารเคมีที่หมดอายุ หลังจากนั้น อลิซาเบธก็ยังถูกแฉอย่างต่อเนื่อง โดยพยานคนสำคัญ (ทีมงานเดิมที่เคยไม่พอใจเธอ) ที่เคยถูกทนายความของเธอขู่ก็เริ่มกล้าที่จะออกมาเปิดโปง จนในท้ายที่สุดในปี 2016  อลิซาเบธก็ถูก SEC หรือ ก.ล.ต.สหรัฐลงโทษจำคุก 20 ปีในฐานะฉ้อโกง และยังปรับ Theranos เป็นจำนวนมากอีกด้วย เพราะความผิดฐานหลอกลวงดังกล่าวเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพและชีวิตคนอื่น สุดท้าย มหากาพย์เรื่อง Theranos เปลี่ยนโลกก็จบด้วยการปิดบริษัท และทิ้งไว้เพียงตำนาน Startup ลวงโลกไว้ในจารึกโลกธุรกิจไปตลอดกาล



น้อง Inno ขอให้เรื่องของ อลิซาเบธ โฮล์มส์ เป็นอุทาหรณ์ ให้พี่ๆ สำหรับการบริหารงาน และความโปร่งใส่ของเทคโนโลยี เพราะไม่ว่าจะปิดบังยังไงวันหนึ่งความจริงก็ต้องถูกเปิดเผย อย่างกรณีของ Thernos พี่ๆคนไหนอยากอ่านเรื่องราวอย่างละเอียดสามารถอ่านหนังสือของ จอห์น คาร์เรย์รู ที่ชื่อ Bad Blood: Secrets and Lies in a Silicon Valley Startup นะครับ


https://techsauce.co/corp-innov/lessons-learned-from-theranos-corporate-culture

https://www.nia.or.th/public/index.php/Theranos

https://www.blognone.com/topics/theranos

https://www.longtunman.com/5140

http://www.investerest.co/business/theranos-and-the-fake-adison/

Powered by MakeWebEasy.com